TM FARMER
ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง
สถาบันการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ สุพรรณบุรี
Your Subtitle text
บทความ 3
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ KURDI
 http://rdi.ku.ac.th/exhibition/Y51/Social/Social_01/Social_01-1.htm
นายทองเหมาะ แจ่มแจ้ง

             เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2549 อาชีพทำนา ผลงานดีเด่นคือ การผลิตข้าวอินทรีย์ คุณทองเหมาะได้เรียนรู้เรื่องของจุลินทรีย์จากแหล่งต่างๆ ทดลองและพัฒนามาเป็นแนวทางของตนเอง จนค้นพบ “TM จุลินทรีย์ชีวภาพ ตามสายพันธุ์ของไทย” เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการไม่ใช้สารเคมีทำนาเพื่อลดต้นทุนการผลิต นำไปสู่การปลดหนี้สินให้กับชาวนาไทย
            
นอกจากนี้ ยังจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่ชื่อว่า “สถาบันพัฒนาการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์สุพรรณบุรี” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การทำเกษตรธรรมชาติโดยใช้จุลินทรีย์ รวมทั้งเผยแพร่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านแปลงสาธิตการเรียนรู้ที่เรียกว่า “ฐานการเรียนรู้ 1 ไร่แก้จน หรือ 1 ไร่เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อสื่อความหมายว่า ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพใด มีพื้นที่มากหรือน้อย เราก็สามารถนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตได้

สาเหตุแห่งหนี้สินของการทำการเกษตร
            
สาเหตุแห่งหนี้สินของคุณทองเหมาะ มีดังนี้
            
1. ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทำการเกษตรที่ใช้มีราคาแพง เนื่องจากคุณทองเหมาะทำการเกษตรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาโดยตลอด ทำให้ต้องซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมีทุกปี ทุกฤดูกาลผลิต ประกอบกับราคาของปุ๋ยเคมีและสารเคมีมีราคาแพง ทำให้ต้องกู้เงินมาซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมีจึงทำให้มีหนี้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการใช้ปุ๋ยเคมียังทำให้พื้นผิวดินแข็งกระด้าง ทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม และยังต้องเสียเวลาและเสียเงินค่าแรงคนไปพ่นสารเคมีอีกด้วย
            
2. ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทำการเกษตรในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ตามมา ต้องกินยา หาหมอ เสียเงินรักษาโรค ถ้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ยิ่งทำให้ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น 
            
3. ผลผลิตข้าวต่ำ ถึงแม้เกษตรกรจะทำนา 2-3 ครั้งก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนให้ใช้พันธุ์ข้าวเบอร์หรือพันธุ์ข้าวที่ทางราชการคัดพันธุ์ให้ซึ่งตอบสนองต่อเคมี ทำให้เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีมาก และรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนให้เกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวท้องถิ่นซึ่งต้องส่งเสริมการปลูกให้ถูกต้องตามช่วงเวลาและฤดูกาลปลูก คือ เมื่อถึงหน้านาปี ให้ใช้พันธุ์ข้าวที่ปลูกสำหรับนาปี ถึงหน้านาปรัง ให้ใช้พันธุ์ข้าวที่ปลูกสำหรับนาปรัง การใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่ตรงกับช่วงเวลาปลูกทำให้ได้ผลผลิตข้าวต่ำ

ทำอย่างไรจึงหลุดพ้นจากการเป็นหนี้สินได้ (ภาพรวม)
            
วิธีหลุดพ้นจากการเป็นหนี้สินของคุณทองเหมาะ คือ การลด ละ เลิกใช้สารเคมี เรียนรู้วิธีอินทรีย์ชีวภาพ ด้วยการเรียนรู้เรื่องของจุลินทรีย์จากแหล่งต่างๆ ทดลองและพัฒนามาเป็นแนวทางของคุณทองเหมาะเอง จนค้นพบ “TM จุลินทรีย์ชีวภาพ ตามสายพันธุ์ของไทย” ซึ่งคุณทองเหมาะถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดหรืองดใช้สารเคมีในการทำนาเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งการทำการเกษตรที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำให้ดูเป็นตัวอย่างผ่านทางแปลงสาธิต “ฐานการเรียนรู้ 1 ไร่ แก้จน หรือ 1 ไร่ เศรษฐกิจพอเพียง”

หลักคิดและวิธีปฏิบัติที่ทำให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้สินและอยู่ได้อย่างยั่งยืน
            
หลักคิดและวิธีปฏิบัติที่ทำให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้สินและอยู่ได้อย่างยั่งยืนของคุณทองเหมาะ มีดังนี้
            
1. เข้าใจหลักของเกษตรอินทรีย์ เกษตรชีวภาพ (อินทรีย์ชีวภาพ) และเกษตรธรรมชาติ
            
โดยต้องให้การศึกษากับเกษตรกรเข้าใจถึงหลักการผลิตที่เป็นตามแนวเกษตรธรรมชาติ เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจแล้วนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง เมื่อเกษตรกรทำการเกษตรไปถึงเกษตรธรรมชาติแล้ว ในพื้นดินจะมีจุลินทรีย์  พื้นดินจะอุดมสมบูรณ์ หว่านพืชก็ได้ผลผลิตแล้ว และไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีอีกต่อไป

             2. ทำเกษตรธรรมชาติ เน้นการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ โดยมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
             2.1 คัดพันธุ์ข้าวและฝึกข้าวให้เอื้อต่อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ
             ข้าวพันธุ์ที่ปรับปรุงจากทางราชการหรือข้าวที่คุณทองเหมาะเรียกว่าข้าวเบอร์นั้น เอื้อต่อปุ๋ยเคมีและสารเคมี ดังนั้นการที่จะทำเกษตรแบบธรรมชาติจะต้องปรับเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ข้าวท้องถิ่นที่ผ่านการคัดพันธุ์ข้าว แทนการใช้ข้าวเบอร์ และฝึกข้าวให้เอื้อต่อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพแทน ก็จะช่วยให้ทำการเกษตรแบบธรรมชาติประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นเกษตรกรที่มาเรียนรู้ที่ศูนย์เรียนรู้จะต้องฝึกการคัดสายพันธุ์ข้าวไว้สำหรับปลูกเองด้วย
             2.2 เข้าใจหลักของการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ
             เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องของการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพที่ถูกต้อง เพราะจุลินทรีย์คือหัวใจสำคัญของการทำเกษตรธรรมชาติ จุลินทรีย์เปรียบเสมือนพระแม่ธรณีนั่นเอง
             ส่วนการที่นำกากน้ำตาลไปหมักกับพืชผักผลไม้ ซากพืชซากสัตว์นั้น เรียกว่า น้ำหมักอินทรีย์ ยังไม่เรียกว่า น้ำหมักชีวภาพ เพราะไม่มีจุลินทรีย์ไปย่อยสลายพืชผักผลไม้ ซากพืชซากสัตว์ให้เป็นอาหารของต้นพืช
             2.3 ใช้จุลินทรีย์ทำปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมน ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี/สารเคมี
             คุณทองเหมาะได้ค้นพบจุลินทรีย์สายพันธุ์ของไทย “TM จุลินทรีย์ชีวภาพ สายพันธุ์ของไทย” โดยได้นำจุลินทรีย์ธรรมชาติมาทำปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมน ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี
            จุดเด่นของจุลินทรีย์ TM
            
“TM” ย่อมาจาก “ทองเหมาะ” จุลินทรีย์ TM มีจุดเด่นมากมาย ในที่นี้ขอกล่าวถึงจุดเด่นหลักๆ ดังนี้
                    - สามารถปรับสภาพดินเปรี้ยวหรือดินเค็มให้เป็นกลาง
                    - สามารถใช้บำบัดน้ำใต้บาดาล
                    - สามารถนำไปบำบัดน้ำมันที่ใช้แล้ว เช่น น้ำมันที่ทอดหมู ทอดเป็ด ทอดไก่ นำมาผสมกับน้ำมันโซล่า ไปใช้กับเครื่องยนต์ไถนา             วิธีการคัดเลือกและเก็บจุลินทรีย์ TM จากป่า
            
โดยการเข้าไปในป่า เจอต้นไม้ใหญ่ๆ นอนขวางอยู่ ให้เคาะต้นไม้ ถ้าต้นไม้นั้นร่วน ให้นั่งลงไปต่ำๆ กวาดลงไปบนพื้นผิวดินให้กว้างพอสมควร กวาดเอาหน้าดินทิ้งไปเซนติเมตรหนึ่ง อีกเซนติเมตรหนึ่ง หยิบขึ้นมา 1 กำ ถ้าดินชุ่มจะมีลักษณะหอมคล้ายเห็ดโคน ถ้าดินแห้งจะมีลักษณะหอมคล้ายยาเขียว ให้เก็บใส่ถุง อย่าเก็บที่เดียว ต้องเก็บจากหลายๆ ที่ เพราะว่าให้ได้จุลินทรีย์หลากหลาย ให้เก็บที่ละไม่เกินครึ่งกิโลหรือหนึ่งกิโล”
            วิธีการเลี้ยงและขยายเชื้อจุลินทรีย์
             การเลี้ยงจุลินทรีย์มี 2 แบบ คือ 1) เลี้ยงแบบแห้ง และ 2) เลี้ยงแบบเปียก
             1) การเลี้ยงแบบแห้ง คือ การเลี้ยงจุลินทรีย์ช่วงที่นำจากป่ามาเลี้ยงที่บ้าน นำดินที่มีจุลินทรีย์ที่นำมาจากป่า เก็บไว้ในอุณหภูมิธรรมดา ไม่ใส่ตู้เย็น ไม่ตากแดด เก็บไว้ในบ้าน
             2) การเลี้ยงแบบเปียก คือ การเลี้ยงจุลินทรีย์ที่พร้อมจะนำไปใช้งาน คือ นำไปทำเป็นปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพ
             ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงวิธีการเลี้ยงแบบแห้งก่อน
             สถานที่เลี้ยง : ควรเป็นป่าหลังบ้านหรือดงไผ่
             อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้
                    - อ่างซีเมนต์อุดรูแล้ว 1 ใบ ถ้าเป็นอ่างใหม่ต้องนำกาบกล้วยแช่ให้ซีเมนต์หมดไปก่อน
                    - แกลบใหม่ 1 ปี๊บ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์
                    - ใบไม้ 1 ปี๊บ เช่น ใบไผ่ ใบจามจุรี (ต้องเก็บฝักจามจุรีออกให้หมด) เพื่อใช้เป็นอาหารให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย
                    - น้ำสะอาด 10-20 ลิตร ถ้าเป็นน้ำประปาต้องใส่ภาชนะทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ส่วนน้ำบาดาลต้องให้ผสมออกซิเจนก่อน ทิ้งไว้ 30-36 ชั่วโมง
                    - รำข้าว ต้องเป็นรำละเอียด 3 กิโลกรัมหรือ ½ ปี๊บ
             วิธีการเลี้ยงจุลินทรีย์
                    - นำรำละเอียดผสมกับแกลบใหม่ ใบไม้ รดน้ำให้ชุ่มคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยให้มีความชื้นประมาณ 50% (กำแล้วบีบเป็นก้อน)
                    - ผสมเชื้อจุลินทรีย์ที่ได้มาจากป่า โรยแล้วคลุกเคล้าให้ทั่ว พร้อมแหวะให้เป็นช่องตรงกลาง สำหรับระบายอากาศ
                    - ใช้สังกะสีหรือกระเบื้องปิด ให้สามารถระบายอากาศได้ ถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 45-50 องศาเซลเซียส ต้องกลับกองทุกวัน ทิ้งไว้ 4-5 วันจะเกิดฝ้าขาว ถ้ามีเชื้อจุลินทรีย์จะมีกลิ่นหอมคล้ายเห็ดที่เราเก็บเชื้อจุลินทรีย์มาจากป่า 
             วิธีขยายเชื้อจุลินทรีย์
             การขยายเชื้อจุลินทรีย์ เป็นการเลี้ยงจุลินทรีย์แบบถาวรและยั่งยืน คือไม่ต้องเข้าไปเก็บจุลินทรีย์ในป่าบ่อยๆ ใช้วิธีการสังเกตจากการเลี้ยงจุลินทรีย์แบบเปียกดังนี้
                    - ถ้าแกลบเริ่มแตกก็ต้องเติมแกลบลงไป หรือน้ำเริ่มแห้ง ความชุ่มชื้นน้อย ก็ต้องเติมน้ำไป ใบไม้ป่นก็คือจุลินทรีย์ย่อยสลาย ระยะเวลา 10 วัน 20 วัน หรือ 30 วัน ให้เอารำไปโรยครั้งหนึ่ง และเอาน้ำไปเติม เพื่อเลี้ยงแบบถาวรและยั่งยืน เรานำจุลินทรีย์มา 1 ครั้ง สามารถเลี้ยงและใช้ได้เป็นปีหรือหลายปี เรียกว่า “การต่อหัวเชื้อจุลินทรีย์”
            วิธีการใช้จุลินทรีย์ TM สำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ/ปุ๋ยน้ำชีวภาพ
            
หัวข้อนี้จะเป็นการเน้นวิธีการใช้ TM สำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ/ปุ๋ยน้ำชีวภาพหรือวิธีการเลี้ยงแบบเปียก ซึ่งเป็นการเลี้ยงจุลินทรีย์ที่พร้อมจะนำไปใช้งานต่างๆ ได้
             อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้
             1. ถุงมุ้งเขียวไนล่อนกว้าง 8 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว
             2. ถังขนาด 200 ลิตร
             3. น้ำสะอาด 200 ลิตร
             4. กากน้ำตาลที่ปราศจากสารเคมี 15 ลิตร
             วิธีการเลี้ยงจุลินทรีย์แบบเปียก
             1. นำน้ำสะอาดจำนวน 175 ลิตรใส่ถังขนาด 200 ลิตร ถ้าเป็นน้ำประปา ต้องตั้งทิ้งไว้ 24-36 ชั่วโมง
             2. นำกากน้ำตาลจำนวน 15 ลิตร ใส่ลงไปในถังที่มีน้ำสะอาด
             3. นำเชื้อจุลินทรีย์ที่ได้ขยายเชื้อไว้แล้วในถังซีเมนต์ บรรจุในถุงมุ้งเขียวที่เย็บไว้แล้ว ใส่ลงไป ในถังที่มีน้ำและกากน้ำตาล
             4. เติมน้ำให้ครบจำนวน 200 ลิตร ปิดฝาทิ้งไว้ 3-5 วัน จะสังเกตเห็นฝ้าขาวขึ้น วันที่ 7-10 จะมีรสเปรี้ยว วันที่ 15-20 สามารถนำไปใช้ทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ หรือบำบัดน้ำเสียได้ ฯลฯ
             ด้วยวิธีการเลี้ยงจุลินทรีย์ทั้ง 2 แบบที่กล่าวมาแล้ว จะทำให้เกษตรกรมีจุลินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้ทำการเกษตร บำบัดน้ำเสีย หรือ ทำน้ำมันใส่เครื่องยนต์ ฯลฯ ได้ตลอดโดยที่ไม่ต้องเข้าป่าไปหาจุลินทรีย์หรือซื้อจากคนอื่นให้สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ

             3. ฐานการเรียนรู้ 1 ไร่ แก้จน หรือ 1 ไร่ เศรษฐกิจพอเพียง
             3.1 หลักคิดของ 1 ไร่แก้จนหรือ 1 ไร่เศรษฐกิจพอเพียง

             
คุณทองเหมาะต้องการให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะคนส่วนใหญ่มักอ้างว่า มีพื้นที่น้อยทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ซึ่งไม่จำเป็น การมีพื้นที่น้อยก็สามารถทำการเกษตรแบบพอเพียงได้ โดยเริ่มจากปลูกแบบพอกินก่อน ที่เหลือก็สามารถขายหรือนำไปแจกเพื่อนบ้านได้ หรือถ้าผลิตได้จำนวนมากก็ไปถึงขั้นที่เรียกว่าเกษตรก้าวหน้า อาจมีการนำมาถนอมอาหาร นำมาแปรรูปจำหน่าย ก็จะมีเรื่องของการตลาด เรื่องของการค้าขายเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ไม่ว่าจะมีพื้นที่น้อยหรือพื้นที่มาก ก็สามารถอยู่ดีมีสุข หมดหนี้มีสินได้

             3.2 หลักการของ 1 ไร่แก้จน คือ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก
             ด้วยหลักการดังกล่าว ในพื้นที่ 1 ไร่ จึงประกอบด้วย แปลงผักที่ปลูกทุกอย่างที่เรากิน นาข้าวบนบก บ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกบคอนโด  เลี้ยงหมูหลุม ทำปุ๋ยหมัก ฯลฯ โดยนำจุลินทรีย์มาใช้ปรับสภาพพื้นที่ เช่น การปรับสภาพดินให้อุดมสมบูรณ์ก่อนปลูกผัก การปรับสภาพบ่อเลี้ยงปลาไม่ให้น้ำเน่าเสีย การใช้จุลินทรีย์ควบคุมกลิ่นมูลสุกรในคอกหมูหลุมแล้วยังได้ปุ๋ยอินทรีย์ไปด้วย เป็นต้น
             โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนการปลูกผัก ต้องทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ก่อน คุณทองเหมาะแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ปรับสภาพพื้นที่ก่อน โดยใช้เทคนิคการทำร่องผักที่เรียกว่า “แหวะท้องหมู” ซึ่งมีวิธีการดังนี้คือ
             1) ยกร่องผักสำหรับปลูก เสร็จแล้วแหวะบนร่องเป็นรูปตัววี
             2) ใช้น้ำจุลินทรีย์รดตรงกลาง แล้วใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ทำด้วยจุลินทรีย์หว่านลงไป 1 ตารางเมตรต่อ 2 กำมือ
             3) ใช้อินทรียวัตถุคือ ฟางแห้ง หญ้าแห้ง กิ่งไม้แห้ง (ต้องแห้งเท่านั้น) ยัดให้เต็มร่อง ให้เต็มท้องหมู
             4) หว่านปุ๋ยข้างบนร่อง แล้วนำน้ำหมักหรือน้ำจุลินทรีย์รด
             5) กลบร่องให้สวยอย่างเดิม
             6) นำปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ หว่านตารางเมตรละ 2 กำมือ หว่านทั่วร่อง
             7) คลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่ม 1 สัปดาห์ควรรดน้ำ 2 ครั้ง ต้องให้น้ำลงไปในร่อง
             8) เตรียมต้นกล้าสำหรับปลูกผัก สามารถปลูกได้ตั้งแต่วันที่ 8-9 เป็นต้นไป เวลาปลูกก็สามารถไปแหวกฟางแล้วปลูกได้ทันที เพราะดินจะนุ่ม เหมาะสำหรับปลูกผักมาก
             ส่วนชนิดพืชที่ปลูก ให้ปลูกหลากหลายชนิดแล้วสลับกันปลูก ก็จะช่วยลดการระบาดของแมลงและโรคพืชได้

             4. “ทำเพื่อไม่ต้องทำ”
             คือหลักคิดของคุณทองเหมาะที่เขียนติดไว้ที่ห้องเรียนในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ มีความหมายว่า ถ้าเราทำเกษตรเคมี เราต้องใส่ปุ๋ยทุกครั้ง นี่คือทำเพื่อต้องทำ ถ้าเราทำไปถึงเกษตรอินทรีย์แล้วก้าวหน้าไปเป็นเกษตรชีวภาพ คือมีสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในน้ำหมัก มีสิ่งที่มีชีวิตไปย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ให้เป็นอาหารของพืช ก็จะกลายเป็นเกษตรธรรมชาติ
             พอถึงเกษตรธรรมชาติ คือทำเพื่อไม่ต้องทำ ถ้าเราทำให้ผืนแผ่นดินตรงนี้เป็นธรรมชาติได้ ก็คือ ทำเพื่อไม่ต้องทำ คือไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไม่ต้องใช้ยาเคมีก็ปลูกพืชได้ การที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยาเคมี แผ่นดินนี้เป็นอินทรียวัตถุแล้ว สรุปว่า ถ้าเราทำดินดี น้ำดี อากาศดี เราก็ทำเพื่อไม่ต้องทำ

             5. “ไม่อยากรวยถึงไม่จน”
             อีกหลักคิดหนึ่งที่ช่วยให้ไม่มีหนี้สินได้ก็คือ “ไม่อยากรวยถึงไม่จน” ซึ่งคนเราถ้าอยากรวยจะจนทุกคน ถ้าอยากรวยต้องลงทุนเยอะ ต้องกู้หนี้ยืมสินเขามาทำ มันไม่พอเพียง ถ้าอยากรวยต้องลงทุน พอลงทุนแล้วตัวเองไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ก็ไปทำ ทำแล้วก็ขาดทุนแล้วก็มีหนี้สินตามมา   วิธีการที่จะให้เขามีความรู้ คือการให้ความรู้เขาด้วยวิธีการต่างๆ อย่างเช่นที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ให้ความรู้ในด้านการใช้จุลินทรีย์ทำการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิต เมื่อลดต้นทุนการผลิตได้ ก็ทำให้มีต้นทุนในการผลิตต่ำ ขายก็ได้กำไรเพิ่มขึ้น มีเงินใช้หนี้สิน ค่อยๆ เก็บ ค่อยๆ ออม สักวันก็อาจร่ำรวยได้

การเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพเกษตรให้ลูกหลาน/เกษตรกรรุ่นใหม่
             วิธีการเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพเกษตรให้ลูกหลาน/เกษตรกรรุ่นใหม่ของคุณทองเหมาะ เน้นไปที่ “การปลูกฝังให้รักอาชีพเกษตร ตั้งแต่เด็กๆ” โดย
             1. เริ่มต้นจากครอบครัวของตนเอง
             กรณีครอบครัวของคุณทองเหมาะ มีอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ คุณทองเหมาะต้องการที่จะให้ลูกของตนเองกลับมาทำนาสืบทอดต่อจากตนเองต่อไป จึงอธิษฐานว่า “ให้ลูกไปเรียน ให้กลับมาทำนา” และไม่เคยอธิษฐานว่า “ให้ลูกไปเรียน แล้วให้ไปเป็นเจ้าใหญ่นายโต” ปัจจุบัน ลูกชายคนโตของคุณทองเหมาะ จบปริญญาโท กลับมาทำนา ทำไร่มันเทศสลับกันไป โดยทำการเกษตรแบบคนที่มีความรู้ ทำแบบคนที่มีความคิด คือสามารถวางแผนการผลิตไม่ให้ตรงกับของคนอื่น และดูว่าช่วงไหนที่ผลิตผลใดมีราคาสูงก็จะผลิตในช่วงนั้น เป็นต้น
             ปัจจุบันลูกชายคุณทองเหมาะ มีนาเพิ่มขึ้นจาก 40 ไร่ เป็น 60 ไร่ มีรถแทรกเตอร์ฟาร์ม 4 คัน รถเชพโรเลต 1 คัน และรถโฟวีลอีก 1 คัน ดังนั้น คนที่มีความรู้ก็เป็นนายตัวเองได้ ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร

             2. ขยายผลไปถึงโรงเรียนที่เด็กๆ เรียนอยู่
            
ส่วนหนึ่งคุณทองเหมาะได้ถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ ขยายผลเปิดเป็นหลักสูตรสอนในโรงเรียนให้กับเด็กนักเรียนใกล้บ้าน ด้วยการขอวัวพระราชทานมาให้โรงเรียนวังหว้า 6 ตัว แล้วให้อาจารย์อารี วงษ์สวัสดิกุล รีดนม แล้วพาสเจอไรส์นมขาย โดยทำให้เด็กดู ให้เด็กๆ เห็นว่า การให้อาหารวัว การรีดนมวัวทำอย่างไร ขณะเดียวกันก็พูดสอดแทรกความรู้ให้กับเด็กๆ ด้วย เด็กชุดนั้นพอออกจากโรงเรียนวังหว้าไป ปัจจุบันนี้เป็นเจ้าของฟาร์มวัวแล้ว เป็นเพราะเราได้ให้แนวคิดเด็กไว้ เด็กรู้ เด็กทำได้

แนวทางและวิธีการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพเกษตร
             แนวทางและวิธีการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพเกษตรของคุณทองเหมาะ มีดังนี้
             1. ให้ความรู้แก่ชาวนา
            
การสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพเกษตร ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนาโดยให้แนวความรู้ ให้แนวความคิดกับเขา ให้เขาทำจริงๆ ด้วยตัวของเขาเอง ให้ได้ผลผลิตเพิ่ม และให้ร่างกายเขาแข็งแรง สุขภาพดี การไม่เจ็บป่วยคือ การปลูกพืชผักผลไม้ที่ไม่มีสารพิษและสารเคมีไว้กินเอง ร่างกายดี สุขภาพจิตดี ก็ไม่มีหนี้สิน

             2. ให้เกษตรกรได้เห็น  ได้เรียนรู้  และได้ทดลองปฏิบัติจริง
            
คุณทองเหมาะได้สร้างศูนย์เรียนรู้ ที่ชื่อว่า “สถาบันพัฒนาการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สุพรรณบุรี” ซึ่งเป็นเครือข่ายกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือเพื่อสร้างแนวคิดให้กับเกษตรกรมีความรู้และทำจุลินทรีย์ให้ได้ เพื่อให้แผ่นดินกลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง การที่เกษตรกรได้เห็น ได้เรียนรู้ แล้วให้ลองกลับไปคิด ไปลองทำดู เป็นการให้แนวคิดกับเกษตรกร นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง

             3. ลด ละ เลิกอบายมุข
             การสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ต้องลด ละ เลิกอบายมุขด้วย คุณทองเหมาะมองว่าพอคนเรามีหนี้สินทำให้จิตใจอ่อนแอลง แล้วอบายมุขจะเข้ามาสู่ชีวิตได้ง่าย นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องสนับสนุนการให้ความรู้ ความคิดกับชาวนา สร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนา โดยใช้วัดวาอาราม เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนทางด้านจิตใจ แล้วสอดแทรกเรื่องการทำมาหากินเข้าไปให้เขาทำกินได้ ก็จะสร้างความเข้มแข็งได้

             4. ให้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด อย่าละทิ้งอาชีพของตนเอง
             มีเกษตรกรหลายรายมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการประกอบอาชีพจากคุณทองเหมาะ ซึ่งคุณทองเหมาะแนะนำว่า ให้ทำในสิ่งที่เกษตรกรถนัด พยายามหาความรู้ พยายามศึกษา ให้มีความชำนาญในอาชีพนั้นๆ ถ้าเกิดปัญหาอย่าละทิ้งถิ่น อย่าละทิ้งพื้นที่ อย่ารีบเปลี่ยนไปทำเกษตรอย่างอื่นที่ไม่ชำนาญต้องปรึกษาผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญ ต้องทดลองค้นคว้า เกษตรกรส่วนใหญ่ทำอาชีพ โดยที่ไม่มีความรู้เลย อาศัยคนอื่นบอกมา ถ้าจะเปลี่ยนอาชีพใหม่ ต้องแน่ใจว่าได้พยายามแก้ไขปรับปรุงอาชีพเดิมแล้วทุกทาง แต่ไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ

             5. คุณสมบัติที่ต้องมีในผู้นำ
             ผู้นำในทัศนะของคุณทองเหมาะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
             5.1 ผู้นำต้องรู้จริง ทำจริง ต้องรักที่จะถ่ายทอด
             
คุณทองเหมาะเป็นคนที่รู้แล้วชอบถ่ายทอด แต่การรู้นั้นจะต้องรู้จริงและทำจริงมาก่อน ทำอะไรต้องทำด้วยความจริงใจและทำด้วยความจริงจัง จากนั้นจึงถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น และสอนอย่างไม่ปิดบัง ให้เขานำไปทำได้ นำไปค้าขายได้
             5.2 ผู้นำต้องมีความเสียสละ
             ทุกวันนี้คุณทองเหมาะได้รับเชิญไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องจุลินทรีย์ TM เรื่องการทำนา และอาชีพทางการเกษตร จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตนเอง พยายามเสียสละ ไม่เอาความสุขส่วนตัว ที่ไหนเชิญไปบรรยาย ถ้าไปได้ ก็ไปพูดให้เขาฟัง ให้เขามีความรู้เพิ่มขึ้น
             5.3 จุลินทรีย์ TM สอนเป็นสาธารณะ ไม่จดลิขสิทธิ์ มุ่งให้ความรู้แก่เกษตรกร
             คุณทองเหมาะไม่จดลิขสิทธิ์การทำจุลินทรีย์ TM เพราะถือว่าสอนเป็นสาธารณะ สอนมาแล้ว 1 ปี สอนฟรีทุกอย่าง แม้กระทั่งทำอุปกรณ์ต่างๆ ที่ยากๆ ก็เพื่อมุ่งให้เกิดการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร

แนวทางและวิธีการสร้างเครือข่ายของกลุ่มอาชีพเกษตร
             ปัจจุบันคุณทองเหมาะมีเครือข่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ศูนย์การเรียนรู้ที่เรียกว่า ศูนย์ปราชญ์ มี 40 แห่งทั่วประเทศ สำหรับที่จังหวัดสุพรรณบุรีมี 2 แห่ง คุณทองเหมาะจะเปิดขยายต่อไปอีก 1 แห่ง ที่หนองกระโดนมน  และจะเปิดศูนย์หน่อไม้ฝรั่งอีก 1 แห่งที่ตำบลสระยายโสม
             สำหรับแนวทางและวิธีการสร้างเครือข่ายของกลุ่มอาชีพเกษตรของคุณทองเหมาะนั้น ยึดหลักค่อยเป็นค่อยไป โดยจะขยายเครือข่ายจากผู้ที่เคยศึกษาที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ก่อน และจะให้คำแนะนำจนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง โดยมีวิธีการดังนี้
             1. คัดเลือกคนที่ทำจริงและสามารถถ่ายทอดความรู้ได้
             คุณทองเหมาะคัดเลือกคนที่เรียนไปแล้วนำไปทำจริงๆ และต้องสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นฟังและรู้เรื่องได้

             2. ให้ชาวบ้านสอนชาวบ้านกันเอง
             คุณทองเหมาะยึดหลักชาวบ้านสอนชาวบ้านกันเอง เพราะเขาจะคุยกันรู้เรื่อง สอนแล้วเรียนรู้กันไปจริงๆ ทำจริงๆ ทำแล้วต้องเอาไปบอกต่อเพื่อเป็นการขยายเครือข่าย

             3. ใช้บ้านของวิทยากร เป็นศูนย์เรียนรู้
             การใช้บ้านของเกษตรกรที่เป็นวิทยากรเป็นศูนย์เรียนรู้ ทำให้รัฐบาลไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมาสร้างสิ่งก่อสร้างหรือศูนย์เรียนรู้ ถ้าสร้างแล้วไม่มีใครเข้ามาใช้ก็จะสูญเปล่า คุณทองเหมาะจึงใช้บ้านของวิทยากรเป็นศูนย์เรียนรู้ หากชาวบ้านสนใจเข้ามาเรียนรู้กันเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงค่อยนำงบประมาณมาสนับสนุนในส่วนที่เขาต้องการ ซึ่งจะได้ประโยชน์กว่าการเริ่มจากการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างก่อนเป็นลำดับแรก

             4. เครือข่ายต้องช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
             เครือข่ายแต่ละแห่งต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่น มีปัญหาก็โทรมาถามกัน หรือให้ไปช่วยเปิดการฝึกอบรม ช่วยเป็นวิทยากรบรรยาย ก็ต้องช่วยเหลือกันไป ไม่ทอดทิ้งกัน  

             5. สร้างวิทยากรใหม่ๆ อยู่เสมอ
            
การสร้างวิทยากรใหม่ๆ เริ่มจากการนำชาวบ้านที่เข้มแข็ง ที่พูดเป็น สามารถเป็นวิทยากรได้ ส่งไปอบรมที่อื่น แล้วส่งกลับมาเพื่อที่จะไปเป็นวิทยากรในศูนย์นั้นๆ ต่อไป โดยจะสร้างวิทยากรกลุ่มละ 5 คน หรือ 10 คน มิฉะนั้นคงยากที่จะสร้างเครือข่ายได้

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้กำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรรายย่อย
             การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรรายย่อยของผู้กำหนดนโยบายหรือรัฐบาลนั้น คุณทองเหมาะ ให้ความเห็นว่า รัฐบาลยังไม่สนับสนุนหรือให้ความสำคัญกับการให้ความรู้แก่เกษตรกรมากนัก การหวังพึ่งหรือรอความช่วยเหลือจากภาครัฐคงจะไม่สามารถทำให้เกษตรกรหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สินได้ ข้อเสนอแนะของคุณทองเหมาะคือ เกษตรกรต้องช่วยเหลือกันเองโดยการให้ความรู้และสร้างคนรุ่นใหม่ใจรักเกษตรให้กลับคืนสู่ท้องถิ่น เพื่อกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ดังนี้
             1. การให้ความรู้กับเกษตรกรด้วยการเปิดโรงเรียนสอนเกษตรกร
             คุณทองเหมาะอยากเปิดโรงเรียนสอนเกษตรกร เพราะเกษตรกรไม่มีความรู้เรื่องการทำการเกษตร คิดแต่เพียงอย่างเดียวว่า ทำเพื่อการค้า ทำให้ได้เงิน ไม่ได้ทำแบบพอเพียง และคนที่เรียนจบด้านเกษตร ก็ไม่ฝึกอบรมให้เกษตรกรมีความรู้และทำแบบพอเพียง ดังนั้น คุณทองเหมาะจึงคิดว่า เกษตรกรต้องช่วยเกษตรกรกันเอง โดยการฝึกเกษตรกรให้มีความรู้ เป็นวิทยากรแล้วไปสอนเกษตรกรด้วยกัน ให้เกษตรกรมีความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติ แล้วนำไปปฏิบัติจริง ก็จะช่วยกันแก้ไขปัญหาหนี้สินได้

             2. ส่งเสริมให้คนที่เรียนหรือมีความรู้ทางการเกษตรอยู่แล้ว กลับมาช่วยกันพลิกฟื้นผืนดินบ้านเกิด
             คนที่มีความรู้ด้านการเกษตร มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาด้านการเกษตร พัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะลูกหลานของเกษตรกรเอง ปัจจุบันเรียนจบแล้ว มีความรู้แล้ว กลับไปเป็นลูกจ้างบริษัท ไปขายปุ๋ย ขายยา ไม่มีใครคิดจะกลับมาทำไร่ทำนา พลิกฟื้นแผ่นดินให้เป็นเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ ให้เป็นเกษตรธรรมชาติ ถ้าคนที่มีความรู้ มีความคิด มีความสามารถ กลับมาทำอาชีพพ่อแม่ กลับมาทำนา ทำสวน ทำไร่ กลับมาพลิกฟื้นผืนแผ่นดินใหม่ ให้ได้ผลผลิตเยอะๆ ให้เป็นจ้าวโลกแห่งอาหารให้ได้ โดยไม่ต้องกลัวอะไร เพราะเรามีความรู้ ถ้าไม่มีน้ำ ก็ทำให้มีน้ำ ถ้าดินไม่ดี ก็ทำให้ดินดี พอดินดี น้ำดี อากาศดี ผลผลิตก็ดี แม้กระทั่งตัวเราก็ดีไปด้วย

บทส่งท้าย
             คุณทองเหมาะ แจ่มแจ้ง เปรียบเสมือนตัวแทนของเกษตรกรไทย ที่ประกอบอาชีพหลากหลาย ลงทุน ขาดทุน ต้องหมุนเงิน เป็นหนี้สิน และสุดท้ายก็สามารถอยู่รอดได้อย่างมีความสุข ปลดหนี้สินได้ด้วยการทำนาแบบเกษตรธรรมชาติโดยยึดหลักที่ว่า “ทำเพื่อไม่ต้องทำ”  ทุกวันนี้คุณทองเหมาะมีความสุขกับการถ่ายทอดความรู้เรื่องเกษตรธรรมชาติและหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้กับผู้คนมากมายที่แวะเวียนเข้ามาเรียนรู้ ดูงาน ณ ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้
             แรงบันดาลใจที่ทำให้คุณทองเหมาะมีกำลังใจทำในสิ่งเหล่านี้ คือ ความสุขที่ได้เห็นคนอื่นหมดทุกข์ และคิดว่าผลบุญที่ได้ทำนั้นได้ส่งผลในชาตินี้ เพราะสามารถใช้หนี้สินที่มีกว่า 7 ล้านบาทได้เกือบหมดแล้ว และได้เคยหาเงินทำบุญสร้างโรงเรียนกว่า 3 ล้านบาท ผลบุญส่งให้ลูกๆ เรียนได้ดีทุกคน ทำให้คุณทองเหมาะเกิดความภาคภูมิใจ มีแรงบันดาลใจที่อยากทำความดีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป
            
วันนี้คุณทองเหมาะ แจ่มแจ้ง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2549 อาชีพทำนา พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ชาวนาเป็นผู้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ได้รับการยกย่องจากสังคม สามารถปลดหนี้สิน และมีทรัพย์สินจากการทำนา หากเกษตรกรไทยรู้จักนำหลักคิดและการปฏิบัติของคุณทองเหมาะไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง ท่านก็สามารถภาคภูมิใจในตนเองได้เช่นเดียวกับเกษตรกรดีเด่นท่านนี้

 
คณะผู้จัดทำ:
สาวิตรี  รังสิภัทร์ 1  ศุภพร ไทยภักดี 2   ชัชชัย แก้วสนธิ 2
พันธ์จิตต์ พรประทานสมบัติ 2 นันทกา  แสงจันทร์ 3    และกฤษณะ  ภานุวาส 4
1 ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
2 ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
3 ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
4 นักสื่อสารมวลชนอิสระ
โทร. 0-2579-1025 , 1371 หรือ 1374  (สายใน)