TM FARMER
ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง
สถาบันการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ สุพรรณบุรี
Your Subtitle text
บทความ 4
วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน 2554
Posted by ลูกแมวหน้าโรงหนังลุง , ผู้อ่าน : 797 , 08:54:31 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้

โรงเรียนชาวนา หลักสูตรน้ำหมักจุลินทรีย์สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า จุลินทรีย์ หลายล้านล้านตัวกำลังทำงานหนักอยู่ในนา- สวนที่สุพรรณบุรี เร่งย่อยสลายซากพืช-สัตว์ให้เป็นปุ๋ยชั้นดี มันเริ่มต้นจากชาวนาสุพรรณฯ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มแรกๆ ของประเทศที่เรียนรู้ ศรัทธาในศักยภาพของจุลินทรีย์ต่อการเกษตร 
ลุงทองเหมาะและพี่ชัยพรมีบ่อปูนขนาดย่อมๆ อยู่ที่บ้านคนละบ่อ ในบ่อนั้นมีเพียงแกลบ รำข้าว
ใบไม้แห้ง และเศษฟางทับถมกันอยู่ แต่พวกเขาต่างก็เฝ้าดูแลหวงแหนมันราวกับเป็นบ่อวิเศษ

พี่ชัยพรจัดวางไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน มีกระสอบเก่าๆ คลุม ส่วนบ่อของลุงทองเหมาะนั้นอยู่ใต้กอไผ่รกครึ้มหลังบ้าน

ทุกครั้งที่มีคนมาศึกษาเทคนิคการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งสองมักจะพาไปที่บ่อปูนของเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทำ น้ำหมักชีวภาพ’ - น้ำหมักที่คนทำเกษตรอินทรีย์นำมาใช้ทดแทนยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี

นี่เป็นบ้านของจุลินทรีย์ลุงทองเหมาะเฉลยพร้อมกับเปิดตาข่ายคลุมปากบ่อออก แล้วเอามือโกยแกลบกับใบไผ่ชื้นๆ ที่อยู่ในนั้นขึ้นมาดมอย่างตื่นเต้น หอมจริงๆกลิ่นหอมอย่างนี้แสดงว่ามีจุลินทรีย์อยู่เต็ม

ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ชาวนาวัย 60 ปี และเป็นเจ้าของโรงสีเล็กๆ อยู่ที่อำเภอศรีประจันต์ เขาเป็นชาวนาคนแรกๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีที่ใช้ในนาข้าว ซึ่งทำให้สุขภาพของเขาและภรรยาย่ำแย่ ต้นทุนการปลูกข้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากดินในนาเสื่อมโทรมลง และเหตุการณ์ที่เห็นลูกน้องคนหนึ่งหมดสติไปต่อหน้า เนื่องจากได้รับพิษจากสารเคมีที่ชาวนานำมาคลุกเมล็ดข้าวก่อนนำมาเข้าโรงสีนั้นเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายทำให้เขาบอกลาสารเคมีอย่างเด็ดขาด

หลังจากตัดสินใจเลิกใช้สารเคมี ลุงทองเหมาะไปอบรมการทำเกษตรอินทรีย์แบบญี่ปุ่นที่แนะนำให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์หรือ EM (effective micro-organisms) ซึ่งถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นเมื่อประมาณ พ.ศ.2526 ว่าเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ในธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพและให้ประโยชน์ทางเกษตรกรรม การเพิ่ม EM ลงในดินเท่ากับเพิ่มจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ให้มีจำนวนมากกว่ากลุ่มทำลาย ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้กลับมามีพลังขึ้นอีก หลังจากถูกทำลายด้วยสารเคมีจนดินตายไป EM จะช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินให้เป็นปุ๋ย ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช และสามารถนำมาทำน้ำหมักชีวภาพ โดยหมักกับกากน้ำตาล เศษผัก สมุนไพรเป็นปุ๋ยหรือสารป้องกันศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมีก็ได้ ทั้งยังช่วยบำบัดน้ำเสียในบ่อกุ้ง- บ่อปลาและช่วยให้ปศุสัตว์มีสุขภาพดีอีกด้วย จุลินทรีย์ในกากน้ำตาลจะช่วยเร่งปฏิกิริยาให้เศษผักย่อยสลายเร็วขึ้น

จากบ่อเก็บ นำจุลินทรีย์มาเพาะเลี้ยง ในกากน้ำตาลให้เป็น หัวเชื้อเมื่อมีฝ้าขาว ๆ จับอยู่ทั่วไปแสดงว่า หัวเชื้อมีจุลินทรีย์จำนวนมาก 
มีน้ำหมักจุลินทรีย์ก็เหมือนมีแก้วสารพัดนึกลุงเหมาะบอก แต่การต้องเสียเงินปีละหลายหมื่นบาทเพื่อซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์มาทำน้ำหมักชีวภาพทำให้เริ่มคิดว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ตกเป็นทาสสารเคมี เพียงแต่เปลี่ยนจากเสียเงินซื้อยาฆ่าแมลงมาเป็นเสียเงินซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น

ด้วยไม่อยากเป็นเหยื่อผู้จำหน่ายหัวเชื้อ EM เหมือนที่เคยเป็นเหยื่อบริษัทผลิตสารเคมีมาแล้ว ลุงทองเหมาะจึงนำปัญหานี้ไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญและเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคกลาง-- องค์กรพัฒนาเอกชนที่ส่งเสริมการทำเกษตรปลอดสารเคมีในจังหวัดสุพรรณบุรี

การหารือได้ข้อสรุปว่า เกษตรกรที่ต้องการลด ละ เลิกการใช้สารเคมี ควรจะมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ทางการเกษตรเป็นของตนเอง รู้วิธีเพาะขยายจุลินทรีย์ในกากน้ำตาล เพื่อนำมาใช้เป็นปุ๋ยหรือหมักกับพืชสมุนไพร ใช้เป็นสารขับไล่แมลงศัตรูพืชได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ เป็นการพึ่งตนเองอย่างแท้จริงปี 2544 ชาวนากลุ่มเล็กๆ จากสุพรรณฯ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญจึงพากันออกเดินทางไปที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อไปหา ดินดีๆมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุมาเป็น หัวเชื้อสำหรับการทำน้ำหมักชีวภาพ
เราให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้พาเข้าไปในป่าลึกๆ พอเจอไม้ใหญ่ที่ล้มอยู่กับดิน เราก็เอามือล้วงเข้าไปในโพรงไม้ดูจะพบว่าแก่นไม้ถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายจนเป็นดินร่วนซุย ถ้าดมแล้วมีกลิ่นหอมเหมือนเห็ดโคน แสดงว่าเป็นดินดี มีจุลินทรีย์ย่อยสลายที่ดี ใช้ได้ เราก็เก็บใส่ย่ามกลับมาสัก 1-2 กิโลลุงเล่าเหตุการณ์เดินป่าหาจุลินทรีย์ครั้งแรกให้ฟัง

พอกลับมาถึงสุพรรณฯ ลุงเหมาะและเพื่อนชาวนาอีกสองสามคนที่ไปด้วยกันก็เอาดินจากป่าเขาใหญ่ที่เก็บใส่ย่ามมา เลี้ยงตามสูตรที่แต่ละคนคิดค้นขึ้นเอง แกนำจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินป่าผสมเข้ากับแกลบ รำข้าวและใบไผ่ แล้วเก็บเอาไว้ในบ่อปูนหลังบ้านซึ่งมีสภาพรกครึ้มคล้ายบ้านเดิมของจุลินทรีย์ เมื่อจุลินทรีย์ในบ่อเลี้ยงเริ่มขยายตัว ( สังเกตจากการย่อยสลายของแกลบ ใบไม้ และกลิ่นดินที่หอม) ก็เอาหัวเชื้อจุลินทรีย์ในบ่อปูนนั้นมาใส่ถุงตาข่ายเล็กๆ แล้วนำไปแช่ในกากน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ ทำให้มันเพิ่มจำนวนขึ้นหลายเท่าตัว

เพียงแค่นี้ ก็ได้น้ำหมักจุลินทรีย์ของตัวเองถังใหญ่ ไม่ต้องเสียเงินซื้อจุลินทรีย์บรรจุแกลลอนปีละหลายหมื่นบาทอีกต่อไป

การตามล่าหาหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อการทำเกษตรของมูลนิธิข้าวขวัญกับชาวนาสุพรรณบุรีไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ ปีต่อมา พวกเขาตัดสินใจเข้าป่าอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายอยู่ที่ป่าห้วยขาแข้ง เนื่องจากเชื่อว่า จุลินทรีย์จากผืนป่าตะวันตกน่าจะเหมาะสมกับดินในแถบสุพรรณบุรีมากกว่าที่อื่น เพราะอยู่ใน ภูมินิเวศเดียวกัน

การเดินป่าหาจุลินทรีย์ที่ห้วยขาแข้งนี้พิเศษกว่าครั้งก่อน ตรงที่นอกจากจะเก็บจุลินทรีย์บนดินเช่นเดียวกับที่ป่าเขาใหญ่แล้ว พวกเขายังเก็บ จุลินทรีย์ใต้น้ำมาด้วย

“ ‘
คุณหนึ่งพาเราไปที่น้ำตกไซเบอร์ เราหาจุดที่น้ำนิ่งๆ แล้วก็ดำน้ำลงไปหยิบดินใต้น้ำขึ้นมา ถ้าดินมีกลิ่นหอมดีเก็บใส่ถุงมา พอถึงที่บ้าน เราก็เอาดินจากห้วยขาแข้งและดินใต้น้ำตกไซเบอร์นั้นมาเพาะในบ่อรวมกับจุลินทรีย์จากป่าเขาใหญ่ กลายเป็นจุลินทรีย์ผสมสามสายพันธุ์ เขาใหญ่- ห้วยขาแข้ง- น้ำตกไซเบอร์ลุงเหมาะบอก



น้ำหมัก ทองเหมาะมีทั้งน้ำหมักจุลินทรีย์สูตรทั่วไป สูตรสมุนไพรไล่แมลง และฮอร์โมนรกหมู ขายแก่เกษตรกรในราคาย่อมเยา 
หนึ่งที่ลุงเหมาะพูดถึงคือ ธนรัช ใกล้กลาง เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ฝ่ายปรับปรุงบำรุงดินของมูลนิธิข้าวขวัญ และเป็นหัวหน้าทีมเดินป่าหาจุลินทรีย์ทั้งสามครั้ง

ธนรัชบอกว่า เหตุที่ชวนชาวบ้านไปเก็บดินที่มีจุลินทรีย์ในป่ามาก็เพราะว่าเราสังเกตว่าดินในป่านั้นมีความอุดมสมบูรณ์กว่าที่อื่นมาก พืชพรรณก็หลากหลาย เจริญเติบโตดี แสดงว่าจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินป่านั้นเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชอยู่มาก 

มูลนิธิฯ เชื่อว่าถ้าหากเกษตรกรสามารถฟื้นฟูดินในที่นาที่เสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีมาอย่างยาวนานให้สมบูรณ์ใกล้เคียงกับดินในป่าได้ ก็จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวของชาวนาได้ ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีอีกด้วย

ปัจจุบันจุลินทรีย์ผสม 3 สายพันธุ์ เขาใหญ่ - ห้วยขาแข้ง- น้ำตกไซเบอร์ ถูกเพาะเลี้ยงขยายต่อไปเรื่อยๆ ในหมู่เกษตรกรชาวสุพรรณบุรีที่ต้องการลด ละ เลิกสารเคมี โดยเกษตรกรจะนำดินจุลินทรีย์นี้ไปหมักในกากน้ำตาล 7 วัน เมื่อจุลินทรีย์เพิ่มปริมาณขึ้นจนเห็นเป็นฝ้าขาวๆ ก็นำมากรอง แล้วนำไปผสมน้ำฉีดพ่นในนา หรือนำไปหมักกับพืชสมุนไพรเป็นสารไล่แมลง หรือหมักกับซากสัตว์เป็นฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต

การใช้ประโยชน์จากน้ำหมักจุลินทรีย์ในปัจจุบันมีทั้งนำไปผสมน้ำแล้วฉีดพ่นพืชผักหรือหยดลงในน้ำที่ปล่อยเข้านาข้าวเป็นปุ๋ยอินทรีย์และช่วยย่อยสลายฟาง รวมทั้งนำไปหมักสมุนไพรเป็นสารขับไล่แมลงศัตรูพืชหรือหมักกับซากสัตว์ เช่น ปลา หอยเชอรี่ รกหมู รกวัว ทำให้ได้ ฮอร์โมนที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช

ข้าวของผมงาม กินอร่อยเพราะใช้น้ำหมักชีวภาพลุงทองเหมาะบอก จุลินทรีย์ทำให้สภาพดินเป็นกลาง เราจะใส่ในนาตั้งแต่ก่อนไถแล้วใส่อีกทีตอนหว่าน ดินจะดีขึ้นเรื่อยๆ พอข้าวอายุไดัสัก 1 เดือน เราก็เอาน้ำหมักสมุนไพรชนิดต่างๆ มาผสมกับฮอร์โมน 3-4 อย่าง แล้วพ่นหรือหยดลงในช่องที่ปล่อยน้ำไหลเข้านา จุลินทรีย์แต่ละอย่างเขาจะแยกงานกันทำ บ้างก็ไล่แมลง ปราบหอยเชอรี่ บ้างก็เร่งการเจริญเติบโตของข้าว หน้าที่ใครหน้าที่มัน

น้ำหมักจุลินทรีย์ทำให้ผลผลิตข้าวดีและช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก ลุงเหมาะอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าใช้ปุ๋ยเคมี ต้นทุนการปลูกข้าวจะเท่ากับ 2,700 บาทต่อไร่ ยังไม่รวมค่าสารเคมีอื่นอีกประมาณ 950 บาทต่อไร่ รวมเป็นกว่า 3,000 บาทต่อไร่ ในขณะที่นาเกษตรอินทรีย์ที่ใช้น้ำหมักชีวภาพมีต้นทุนแค่ 900 บาทต่อไร่เท่านั้น

เมื่อถามถึงปริมาณผลผลิตข้าวที่ได้ ลุงเหมาะบอกอย่างมั่นใจว่า ข้าวในนาที่ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ให้ผลผลิตพอๆ กับนาที่ใช้สารเคมี หรืออาจจะน้อยกว่านิดหน่อย แต่เราก็ยังกำไรอยู่ดี เพราะต้นทุนเราต่ำมาก ขายข้าวได้ต่ำกว่าราคาประกัน ( ประมาณ 5,000 บาทต่อเกวียน) นิดหน่อยก็ยังมีกำไรทุกวันนี้ลุงทองเหมาะลืมชื่อสารเคมีที่เคยใช้ไปหมดแล้ว เพราะใช้แต่น้ำหมักทั้งเป็นปุ๋ยและเอามาหมักกับสมุนไพรหรือยอดพืชสดเป็นสารไล่แมลง นอกจากนี้ลุงยังเอาน้ำหมักจุลินทรีย์ที่ทำบรรจุแกลลอนขายอยู่บ้าง

ที่ขวดจุลินทรีย์ยี่ห้อ TM (Thongmoh) ของลุงทองเหมาะ เขียนเอาไว้ดังนี้ :


เมื่อนาข้าวปราศจากสารเคมีสังเคราะห์ และถูกหล่อเลี้ยงด้วยสารจากธรรมชาติ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ นาก็เกิดสมดุล เต็มไปด้วยแมลงตัวห้ำตัวเบียนคอยควบคุมแมลงศัตรูพืช กลุ่มของโรงเรียนชาวนาพิสูจน์ง่ายๆ โดยใช้ตาข่ายไล่จับแมลงมาดู 
จุลินทรีย์กู้ชาติ สายพันธุ์เขาใหญ่ 
ประกอบด้วย จุลินทรีย์ Lactic Acids, Phothosynthetic Bacteria,

- Actinomycetes, Yeasts, Nitrogen Fix Bacteria
-
ใช้ย่อยสลายฟางในนาข้าว 1 ลิตร ต่อ 1 ไร่ 
-
ใช้ฉีดพ่นพืชผัก ผลไม้ทุกชนิด 
-
ใช้กับปศุสัตว์ ให้สัตว์กินเป็นประจำ มูลสัตว์จะไม่มีกลิ่นเหม็น ปลอดโรค ร่างกายแข็งแรง 
-
ใช้กับสิ่งแวดล้อม ฉีดพ่น รดราด ดับกลิ่นเหม็น 
-
นำไปประยุกต์ใช้ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักต่างๆ
-
ลดต้นทุน ปลอดสารพิษ เพิ่มผลผลิต สิ่งแวดล้อมดี

ลุงเหมาะบอกว่าปัจจุบันนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปลอดสารเคมีในสุพรรณบุรีอยู่ประมาณ 10,000 ไร่ โดยเกษตรกรบางรายใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ควบคู่ไปกับปุ๋ยเคมีด้วย เพราะความเคยชินและความเชื่อที่ว่าหากขาดปุ๋ยเคมีแล้ว ผลผลิตข้าวลดน้อยลงมาก


ชัยพร พรหมพันธุ์ เกษตรกรดีเด่นประจำปี 2538 สาขาการทำนา เป็นชาวนาอีกคนหนึ่งที่ไปร่วมเดินป่าเก็บจุลินทรีย์กับธนรัชและลุงทองเหมาะที่ห้วยขาแข้ง ในบ่อปูนของเขาก็มีจุลินทรีย์ผสมสามสายพันธุ์อยู่เช่นกัน ใครไปใครมามักจะขอแบ่งหัวเชื้อจุลินทรีย์ในบ่อปูนของเขาไป ต่อเชื้อเสมอ 

พี่ชัยพรก็เหมือนกับลุงทองเหมาะตรงที่เคยซื้อจุลินทรีย์ที่มีคนเอามาใส่แกลลอนขายในตลาดมาขยายเชื้อในกากน้ำตาลเอง ซื้อมาใช้ทั้งที่ไม่มั่นใจว่าน้ำสีน้ำตาลๆ ในขวดนี่มันมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตรอยู่จริงหรือเปล่า การได้เข้าไปเก็บจุลินทรีย์ในป่ากับธนรัชและลุงทองเหมาะมาเพาะเลี้ยง - หมักเอง ทำให้เขามั่นใจว่า น้ำหมักชีวภาพนั้นมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์อยู่จริง อีกทั้งยังประหยัดเงินได้อีกโข เพราะต้นทุนการทำน้ำหมักชีวภาพถูกมาก เพียงเสียค่ากากน้ำตาลและพืชสมุนไพรนิดหน่อยเท่านั้น 

ที่บ้านของชัยพรในอำเภอบางปลาม้า นอกจากจะมีบ่อปูนเลี้ยงจุลินทรีย์ที่เขาหวงแหนแล้ว ยังมีถังพลาสติกบรรจุทั้งน้ำหมักจุลินทรีย์ , น้ำหมักสมุนไพร, และฮอร์โมนที่เขาคิดค้นขึ้นเองอีกนับสิบชนิด-- ฮอร์โมน์ไข่ ฮอร์โมนรกวัว และฮอร์โมนรกหมูทำให้ต้นข้าวใบยาว-งาม ฮอร์โมนถั่วเหลืองทำให้ข้าวแตกกอดี ส่วนฮอร์โมนผลไม้ฉีดตอนข้าวออกรวงทำให้เมล็ดข้าวเต่ง-ใส เป็นต้น 

วิธีการใช้ก็ไม่ยากชัยพรอธิบายให้ชาวนาจากอำเภออู่ทองที่มูลนิธิข้าวขวัญพามาศึกษาวิธีการทำนาและการทำน้ำหมักของเขาในเช้าวันหนึ่ง เราก็ตักน้ำหมักจุลินทรีย์ น้ำหมักสมุนไพร แล้วก็ฮอร์โมนตัวที่พืชต้องการใส่รวมกันไปในถัง ผสมน้ำแล้วก็นำไปฉีดพ่นในนาได้เลย

ขณะที่ความรู้เรื่องจุลินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพกำลังแพร่หลายอย่างรวดเร็วในหมู่เกษตรกร น่าแปลกที่หน่วยงานรัฐ เช่น กรมวิชาการเกษตรหรือกรมส่งเสริมการเกษตรไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพเหล่านี้เท่าใดนัก และค่อนข้างลังเลที่จะรับรองถึงประสิทธิภาพของน้ำหมักจุลินทรีย์หรือ น้ำสกัดชีวภาพที่เกษตรกรใช้กันอยู่ 

ช่วงที่ผ่านมา นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรทำได้เพียงรวบรวมข้อมูลและสูตรที่เกษตรกรทำอยู่รวมทั้งพยายามอธิบายถึงการทำงานของจุลินทรีย์ในน้ำหมักชีวภาพอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่า การนำเอาพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ชนิดต่างๆ มาหมักกับน้ำตาลทำให้เกิดจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะย่อยสลายพืชและสัตว์ ทำให้ธาตุอาหารที่มีคุณค่าถูกปลดปล่อยออกมา เช่น โปรตีน กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง จุลธาตุ ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต เอนไซม์ วิตามิน ซึ่งพืชที่เกษตรกรปลูกสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

แม้ว่าเรื่องของจุลินทรีย์ น้ำสกัดชีวภาพ น้ำหมักสมุนไพรและฮอร์โมนยังเป็นเรื่องคลุมเครือในสายตาของหน่วยงานภาครัฐ แต่ทางกรมวิชาการเกษตรก็ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า น้ำสกัดชีวภาพเป็นทางเลือกหนึ่งในการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีและเริ่มลงมือร่าง ยุทธศาสตร์จุลินทรีย์ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ในการเกษตร รวมทั้งวางแนวทางการควบคุมตรวจสอบคุณภาพของน้ำหมักชีวภาพที่วางขายกันเกลื่อนกลาดอยู่ในปัจจุบัน

น้ำหมักจุลินทรีย์ไม่ใช่สิ่งสำคัญและความภูมิใจเพียงอย่างเดียวในชีวิตการทำเกษตรกรรมยั่งยืนของลุงทองเหมาะและพี่ชัยพร เกษตรกรทั้งสองต่างก็ให้ความสำคัญและมีความชำนาญในการจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี การทำนาแบบไม่เผาตอซังซึ่งสามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในนา การประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงราคาย่อมเยาแต่มีประสิทธิภาพเพื่อประหยัดค่าจ้างแรงงาน เช่น เครื่องหยอดเมล็ดข้าว อุปกรณ์กระจายตอซัง เป็นต้น ที่สำคัญที่สุดคือ ชาวนาทั้งสองต่างลงมือคัด - เก็บ- พัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยตนเอง 

วิถีการเกษตรของชาวนาทั้งสองที่ถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จากชาวนาคนอื่นๆ บางครั้งถึงกับต้องแอบทำนาตอนพลบค่ำเพราะอายเพื่อนบ้าน ( เช่นการทำนาแบบกระจายตอซังโดยไม่ไถพรวนของชัยพร) นั้นสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดของเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญอย่างธนรัช-- พี่เลี้ยงคนสำคัญของชาวนาอินทรีย์ในสุพรรณบุรี 

หลักการของเกษตรกรรมยั่งยืน คือ เราจะไม่ชูตัวใดตัวหนึ่งเป็นพระเอก เราให้ความสำคัญกับทั้งการพึ่งตนเองทั้งกระบวนการ การยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นทางออกของปัญหาทุกอย่างจะทำให้เกษตรกรตกหลุมพราง ตกเป็นเหยื่อของสิ่งนั้นๆ 

หัวใจของการทำเกษตรกรรมยั่งยืนไม่ได้อยู่เพียงแค่การใช้จุลินทรีย์หรือน้ำหมักชีวภาพ แต่อยู่ที่วิธีคิดและกระบวนการทั้งหมดที่ทำให้เกษตรกรพึ่งตัวเองได้อย่างแท้จริง และมีความรู้เท่าทันบริษัทการเกษตรที่ขายสารเคมีและเมล็ดพันธุ์พืชธนรัชกล่าว

จากแนวคิดดังกล่าว ธนรัชได้จัดทำโครงการ โรงเรียนชาวนาขึ้น หลักสูตรโรงเรียนชาวนาของเขาประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญสามส่วน คือ 1) การจัดการศัตรูพืชโดยการใช้สมุนไพรทดแทนสารเคมี โดยเกษตรกรยังอาจใช้ปุ๋ยเคมีอยู่ได้ 2) การทำและใช้น้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี ( ขั้นตอนนี้เกษตรกรจะต้องเลิกใช้ทั้งยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี) และ 3) การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวและผสมพันธุ์ข้าว เพื่อที่เกษตรกรจะได้ไม่ต้องพึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวของหน่วยงานรัฐ เช่น กรมวิชาการเกษตร หรือ ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ต่อไป 

หลักสูตรนี้เรียงลำดับจากง่ายไปหายากธนรัชอธิบายระหว่างพานักเรียนรุ่นแรก ซึ่งเป็นเกษตรกรจากอำเภออู่ทองมาเรียนรู้ในไร่นาของชัยพรที่อำเภอบางปลาม้า เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2547 “ การชักชวนให้เลิกใช้ยากำจัดศัตรูพืชนั้นง่ายกว่าเพื่อน เพราะเกษตรกรเป็นผู้ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพโดยตรง ส่วนการโน้มน้าวให้เลิกใช้ปุ๋ยเคมีนั้นยากกว่า เพราะปุ๋ยเคมีมีผลกระทบต่อร่างกายเกษตรกรน้อยกว่า อีกทั้งเกษตรกรยังเกิดความเชื่อฝังแน่นว่า ถ้าไม่ใส่ปุ๋ยเคมีแล้วข้าวจะไม่โต ส่วนการสอนให้เกษตรกรรู้จักการคัด- เก็บ- พัฒนาพันธุ์ข้าวนั้นยากที่สุด เพราะต้องอาศัยความรู้และการฝึกฝนมาก 

สำหรับธนรัช ภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมให้เกษตรกรลด ละ เลิกการใช้สารเคมีโดยการใช้น้ำหมักชีวภาพทดแทน หากแต่อยู่ที่เรื่องของการกระตุ้นให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการเก็บรักษาและเป็นเจ้าของพันธุ์ข้าว 

เมล็ดพันธุ์ข้าวกำลังจะถูกครอบครองโดยบริษัทขนาดใหญ่ ทุกวันนี้พันธุ์ข้าวโพดพื้นเมืองก็หายไปแล้ว มีแต่พันธุ์ลูกผสมของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตร เมื่อไหร่ที่พันธุ์ข้าวตกอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ชาวนาไทยจะหมดโอกาสในการทำการเกษตรแบบพึ่งตนเองอย่างสิ้นเชิง

การต่อสู้กับการควบคุมพันธุ์ข้าวของบริษัทเอกชนนั้นยากกว่าการต่อสู้กับสารเคมีมาก เพราะพันธุ์ข้าวเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเสียแล้วเสียเลย ดินที่เสื่อมโทรมยังพอฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้ แต่ถ้าเกษตรกรไทยเสียพันธุ์ข้าวไป เขาจะไม่มีวันฟื้นตัว ต้องกลายเป็นแค่คนรับจ้างปลูกข้าวให้บริษัทที่เป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์เท่านั้น 

มูลนิธิข้าวขวัญ เครือข่ายเกษตรกรรทางเลือก และเกษตรกรแห่งสุพรรณบุรีที่เริ่มตื่นตัวกับปัญหาการใช้สารเคมีและการสูญเสียความเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างลุงทองเหมาะ พี่ชัยพร ได้แต่หวังว่าเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีหัวใจอยู่ที่การพึ่งตนเอง ตั้งแต่การคิดค้นและผลิตสารป้องกันศัตรูพืช ปุ๋ยอินทรีย์ และการมีเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นของตัวเอง ที่พวกเขาช่วยกันเผยแพร่ให้เพื่อนชาวนาผ่านโรงเรียนชาวนาอยู่ในขณะนี้ จะช่วยให้เกษตรกรไทยรับมือกับศึกครั้งใหม่ คือ การแย่งชิงและครอบครองพันธุกรรมพืช ที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้ไม่มากก็น้อย 

วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ เรื่อง ------ ภาพ

http://202.44.55.51/nogmo_org/rice/not_gmo/num_muk3.php

..........................


มีทางเลือกที่เกิดจากน้ำมือคนไทย ไม่ใช่ของต่างชาติให้เลือกแล้วครับ